Showing posts with label travel. Show all posts
Showing posts with label travel. Show all posts

Wednesday, February 1, 2017

@Nepal-Withlove : บทสนทนาบนความสูง 1,600 ฟุต


โพคารา (Pokhara) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเมืองหนึ่งของเนปาล ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันตก 200 กิโลเมตร การเดินทางไปได้หลายทาง หากเดินทางด้วยรถตู้หรือรถส่วนตัว จะใช้เวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง บนเส้นทางทั้งที่กำลังสร้าง และราดยางเสร็จแล้ว อันคดเคี้ยว ระไล่ตามไหล่เขาสูงไปตลอดทาง สำหรับคนที่กลัวความสูง ไม่ชอบความตื่นเต้น ขอแนะนำให้เดินทางไปเมืองนี้ด้วยเครื่องบิน เพราะจะประหยัดเวลาและลดความ "เสียว" ลงไปได้เกินครึ่ง แต่...จะพลาดวิวอันสวยงามของทิวเขาสูง ต้นไม้แปลกตา ลำธานคดเคี้ยวลดเลี้ยวตามไหล่เขา ตลอดเส้นทาง รวมถึงภาพการใช้ชิวิตของผู้คนที่อยู่บนที่สูงเสียดฟ้าแบบนั้น




โพคารา เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเนปาล อาจจะเป็นที่ 2 รองจากกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล จากที่นี่สามารถมองเห็นยอดเขาสูงได้ถึง 5 ยอด คือ Dhaulagiri, Manaslu, Machhapuchhre และAnnapurana เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของโพคารา คือ เป็นเมืองที่มีทะเลสาบใหญ่ น้ำนิ่ง รอบๆ ทะเลสาบเป็นทิวเขาสูง กลางทะเลสาบมีเกาะเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

...จากที่เล่ามาทั้งหมดแปลว่า ถ้ามาเนปาล ไม่มาโพคารา ก็อาจจะเรียกได้ว่า มาไม่ถึง...

โพคารามีภูเขาสูงเหมาะจะทำกิจกรรม adventure ต่างๆ  เช่น เดินป่า paragliding (ร่มร่อน) หรือการกระโดดจากหน้าผาสูง ร่อนร่มลงมายังจุดหมายด้านล่าง ยอดเขา Sarangkot ที่มีความสูงกว่า 1,600 ฟุต เป็นจุดหลักที่ใช้ในการเดินป่า และบินด้วยร่มร่อน ถ้าคุณไปถึงโพคารา จะพบว่ามีบริษัทที่เปิดให้บริการในการพานักท่องเที่ยวไปเดินป่า และร่อนด้วยร่มนี้มากมายหลายแห่ง

เปิดประสบการณ์ "ร่มร่อน"

ตอนแรกที่รู้ว่าจะแวะพักโพคาราสักสองสามคืน ฉันคิดเพียงว่าจะได้นั่งเรือเล่น นอนชิวดูวิวทะเลสาบ และเดินป่าแบบเบาๆ แต่กลุ่มที่ไปด้วยตกลงกันว่าจะไปลองเล่นร่มร่อน (paragliding) และคะยั้นคะยอให้ฉันร่วมกลุ่มไปด้วย

ราคาการใช้บริการกิจกรรมนี้สูงถึง 100 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างแพงสำหรับฉัน แต่หลังจากคิดไปคิดว่า จะมาเนปาลกันสักกี่ครั้งเชียว ก็เลยตัดสินใจลองเสียหน่อย

บริการเล่นร่มร่อน หาได้ทั่วไปตามโรงแรมที่พักในโพคารา เจ้าถิ่นชาวเนปาลเลือก FLY TG Paragliding ฉันกลับกลุ่มเดินจากโรงแรมไปรอรถให้บริการพานักท่องเที่ยวไปร่อนร่ม ที่หน้าบริษัท ราวสิบโมง รถตู้ของบริษัทก็พาพวกเราไปยังยอดเขา Sarangkot จุดที่เป็นสถานที่ร่อนร่ม

เมื่อรถแล่นออกไปได้สักระยะ พนักงานคนหนึ่งในรถก็แนะนำการเดินทาง และกิจกรรมเที่ยวนี้ของพวกเราอย่างคร่าวๆ เน้นย้ำว่ากิจกรรมนี้ปลอดภัย ถ้าเราปฏิบัติตามข้อแนะนำของเขาอย่างเคร่งครัด หลังจากนั้น ก็ให้พวกเราแนะนำตัวเองสั้นๆ พอเป็นพิธี ก่อนจะเปิดโอกาสให้ถามข้อมูลที่อยากรู้

"คนที่อายุน้อยที่สุดที่พวกคุณเคยพาบินคือเท่าไหร่" คำถามของฉัน จริงๆ แล้วมันมีนัยแฝงว่า คนที่กล้าที่อายุน้อยที่สุด อายุเท่าไหร่

"สี่ขวบครับ" ราช หนึ่งในทีมร่มร่อนตอบ "เป็นเด็กยุโรปที่มาเที่ยวกับพ่อแม่" แววตาสีเข้มของคนตอบมองลึกมาที่ดวงตาของฉัน แล้วก็อมยิ้ม ราวกับเขาจะอ่านใจของฉันออก "ไม่ต้องห่วงครับ พวกผมเป็นมือโปร เราได้รับการฝึกมาแล้วอย่างดี"

"พวกคุณบิน เอ้ย ร่อนกันทุกวันหรือเปล่าคะ" คำถามแฝง ที่แปลได้ว่า .... พวกคุณมีประสบการณ์มานานแค่ไหน มากพอหรือยัง

คำถามนั้นได้คำตอบกลับมาเป็นแววตาไหวระริก

การแสดงออกแบบนั้นทำให้ฉันเม้มปาก "ฉันไม่ได้กลัว"

"ผมบินเกือบทุกวันครับ ที่นี่ร่อนร่มได้เกือบทุกฤดู มันมีความสวยที่แตกต่างกันตามฤดูกาล วันนี้ผมมีร่อน สี่รอบ" แววตาสีเข้มตอบมาอีกรอบ "ยังไม่เคยทำให้ผู้โดยสารของผมบาดเจ็บสักคน"


รถตู้ไต่ไล่ระดับจากตีนเขาสู่หน้าผาสูง ใช้เวลากว่ายี่สิบนาที จึงถึงหน้าผาที่ใช้ทำกิจกรรมนี้ เราพบว่ามีกลุ่มอื่นๆ ร่อนร่มกันไปบ้างแล้ว ดูได้จากกลุ่มคนที่รอคิวที่จะร่อน ก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นกีฬา (หรือกิจกรรม) ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย

ร่มร่อนขนาดกว้างหลายเมตรถูกกางออกอย่างชำนาญ ราชเดินมาหาฉัน และแนะนำการทำงานของร่ม "ไม่ต้องทำอะไร ตอนที่ผมบอกให้วิ่ง ก็วิ่ง ตอนที่บอกกว่ากระโดดก็กระโดด ทำตัวสบายๆ ที่สุด เข้าใจไหม"

ฉันพยักหน้า

"ครั้งนี้ครั้งแรกใช่ไหม"

ฉันพยักหน้าอีกรอบ

"ผมชอบมวยไทยนะ ฝึกอยู่  ทุกปีผมจะบินไปฝึกมวยไทยอย่างน้อยสองเดือน ปลายปีนี้ผมจะขึ้นชก" จู่ๆ เขาก็บอกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ระหวางที่เขาติดอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยไว้ที่ด้านหลังของฉัน

"ไม่เชื่อ" เขาถามเมื่อเห็นฉันมองตาเขางงๆ

"เปล่าค่ะ แค่แปลกใจ"

"ผมชอบเมืองไทยนะ เอาล่ะ ผมจะถ่ายรูปคุณ จะอัดวีดีโอให้ด้วย ยิ้มสวยๆ แล้วกัน....พร้อมหรือยัง"

"...."

เมื่อคำตอบคือเงียบ อีกฝ่ายจึงหัวเราะ ก่อนจะตบบ่าของฉันเบาๆ เขาเอากล้องขนาดเล็กติดไว้ที่ปลายไม้เซลฟี่ แล้วก็ดึงเอวฉันเข้าไปชิดตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

"ยิ้มครับ ยิ้ม เอากว้างๆ หน่อย บอกให้โลกรู้ว่าเราจะไปผจญภัยกันแล้ว"

คนพูดกดกล้องรัวๆ จากนั้นก็ดึงฉันไปที่ร่มร่อน ติดอุปกรณ์เพื่อให้เขายืนซ้อนหลังฉันได้ และอุปกรณ์ผูกเราสองคนไว้ด้วยกัน

ฉันได้แต่กัดริมฝีปาก พูดอะไรไม่ออก เพราะว่าจริงๆ แล้ว ฉันกลัว.....

"ผมจะอยู่กับคุณ ไม่ต้องกลัวครับ" น้ำเสียงนุ่มๆ นั่นอยู่เบื้องหลัง "พร้อมนะครับ วิ่ง..."

จริงๆ แล้ว ฉันทำทุกอย่างไปตามสัญชาติญานและคำสั่งจากคนที่อยู่ด้านหลัง ถึงเวลานี้ จะเปลี่ยนใจก็ไม่ได้ จะขืนตัวก็อาจจะทำให้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเลวร้ายเกินคาดเดา ฉันจึงทำได้แต่เพียงวิ่ง และวิ่ง

"กระโดด!" เสียงท้ายสุดเมื่อปลายเท้าของฉันเกือบติดขอบหน้าผาสูง "ดีมากครับ คุณเก่งมาก"

ฉันไม่ได้ทำอะไร ฉันเพียงแต่ไม่ขัดขืน

"ทำตัวสบายๆ นะครับ คิดเสียว่าตอนนี้คุณเป็นนก" เสียงกล้องรัวจากปลายไม้เซลฟี่ "ยิ้มหน่อยสิครับ"

"ฉัน..." ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก การอยู่กลางอากาศ บนความสูงหลายร้อยฟุดไม่น่ากลัวอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของมืออาชีพ ฉันส่งยิ้มให้กล้อง ชูสองนิ้ว และบอกตังเองดังๆ ว่า ฉันทำได้แล้ว

"เป็นไง รู้สึกยังไงบ้าง สนุกขึ้นบ้างไหม"

ฉันพยักหน้า "สนุกค่ะ รู้สึก...มีอิสระ"

คนที่บินอยู่ข้างหลังหัวเราะ "ครับ นี่คือเสน่ห์ของมัน เราเหมือนนก ท้องฟ้าเป็นของเรา ไม่มีการผูกพัน ไม่มีเรื่องอะไรให้คิด เพียงแค่เปิดใจ รับความอิสระและ...ความสุข"

ฉันหัวเราะรู้สึกคล้อยตาม

"ผมบินวันละหลายครั้ง ทุกครั้งให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย..."

"ฉันเป็นลูกค้าที่ออกจะยากสำหรับคุณไหม"

"ไม่นี่" เขาตอบ "แต่ผมรู้ว่าคุณกลัว ไม่อยากมาตั้งแต่แรก ผมมองตาคุณออก"

ฉันปล่อยเสียงหัวเราะ "ใช่"

"แต่ผมรู้ว่าคุณจะชอบ คุณไม่ใช่คนที่ชอบอยู่นิ่งๆ คุณไม่ได้กลัว แค่ไม่รู้เท่านั้น"

ฉันไม่ได้ตอบอะไร

"ผมจะพาคุณไปตรงโน้น" คนนำทางชี้ไปยังทะเลสาบข้างหน้า "เราจะบินบนทะเลสาบกัน คุณจะรู้สึกว่านกมันรู้สึกอย่างไร"

ฉันไม่ปฏิเสธ สูดหายใจเข้าปอดลึก และกางแขน "ไปค่ะ"

หลังจบโปรแกรม ฉันได้ซีดีรูป และวีดีโอการร่อนร่มของตัวเองกับราชกลับมาเป็นที่ระลึก ได้รับความรู้สึกดีๆ และรอยยิ้มเป็นของขวัญ ได้รู้ว่าตัวเอง...กล้า และมีความสุขได้ ความสุขนั้น มันใกล้แค่เอื้อมเท่านั้นเอง

"ขอบคุณนะครับ ที่ใช้บริการของเรา คราวหน้า หวังว่า...จะได้บินกับคุณอีก"

"ขอบคุณเช่นกันค่ะ" ฉันตอบ และบอกไม่ได้ว่าจะมีครั้งหน้าหรือไม่

นั่นคือประโยคสุดท้าย ของบทสนทนาระหว่างฉันกับราช บนความสูงสุดใจนั้น


 


ส่องหนังสือเกี่ยวกับเนปาล

Saturday, December 31, 2016

@Nepal-Withlove : หุบเขากาฐมาณฑุ


เมื่อชะตาลิขิต

เนปาล...ประเทศที่ไม่เคยคิด ไม่เคยมีเป้าหมายว่าจะไป เพราะภาพลักษณ์ล้วนแต่มีสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความเชื่อ ศาสนา ปรัชญา และตนเองก็ไม่ใช่ผู้แสวงหาในแนวทางนั้น

จนอยู่ๆ มีโอกาสรู้จักสาวน้อย ซาบรีน่า หญิงสาวพลัดถิ่นจากประเทศนั้นมาเรียนต่อไกลถึงเมืองไทย ภาพลักษณ์ของเนปาลเปลี่ยนไปมากมายเพราะได้รู้จักและพูดคุยกับเธอ

"พี่คะ หนูจะกลับไปเยี่ยมบ้าน พี่อยากไปเที่ยวเนปาลกับหนูไหมคะ"

คำถามสั้นๆ มีเวลาคิดเพียงวันสองวัน แล้วฉันก็รับปากมาประเทศที่ชื่อคุ้นเคยว่าเป็นดินแดนศักสิทธิ์ หลากความเชื่อ ล้ำลึกเชิงวัฒนธรรม ตอนนั้นคิดเพียงว่า หากมีโอกาสเที่ยวประเทศนี้สักครั้ง การไปกับคนถิ่น ที่รู้ลึก รู้จริง น่าจะโอกาสดีเป็นที่สุด

เตรียมตัว

เนปาล เป็นประเทศที่ต้องขอวีซ่าในการเข้าประเทศ เลือกทำได้ที่สถานที่ทูตเนปาลประจำประเทศไทย (http://www.nepalembassybangkok.com/visathai.php) หรือจะไปขอวีซ่าได้ที่สถามบินเมื่อถึงเนปาลได้เลย (Visa on Arrival) โดยใช้หลักฐานง่ายๆ แค่
  • หนังสือเดินทาง (ที่มีอายุการใช้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
  • สำเนาหนังสือเดินทาง 1 ฉบับ
  • แบบฟอร์มการขอวีซ่าดาวโหลดได้จากเว็บไซต์เบื้องต้น (กรอกหรือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ)
  • รูปถ่ายสี 1 รูป (ขนาด 2x2 นิ้ว ที่มีพื้นหลังเป็นสีอ่อน ไม่มีลวดลาย ไม่สวมแว่นตากันแดด) ติดที่มุมขวาของแบบฟอร์มขอวีซ่า
  • ค่าธรรมเนียม (25 US$ สำหรับ 15 วัน)
นอกจากวีซ่า ก่อนไปควรเช็คสภาพอากาศก่อน เพื่อการเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสม เนปาลอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย มีสี่ฤดู บางช่วงประเทศนี้อากาศหนาวกว่าไทยมาก สามารถเช็คสภาพอากาศได้ที่ http://www.holiday-weather.com/kathmandu/averages/ (สามารถเลือกเมืองที่จะไปได้)

ตั๋วเครื่องบิน จากประเทศไทยมีสายการบินหลายสายเดินทางไปเนปาล ราคาค่าตั๋วต่างกันเล็กน้อย สายการบินเนปาล ให้บริการได้ไม่เลว เครื่องบินใหม่ อาหารก็พอใช้ได้ หากต้องการประสบการณ์แปลกใหม่ ก็ลองสายการบินนี้ก็ไม่เลว


สวัสดีกาฐมาณฑุ

สามชั่วโมงจากเมืองไทย เท้าก็แตะลงกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล เมืองนี้ตั้งอยู่ในหุบเขา เมื่อเที่ยบกับกรุงเทพแล้ว เมืองนี้น่าจะมีขนาดเล็ก และมีความเจริญทางวัตถุน้อยกว่าอยู่พอสมควร ถนนหนทาง สิ่งก่อสร้างหลายแห่งอยู่ระหว่างแก้ไข เพิ่มเติมเป็นผลจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ที่ได้ทำลายอาการบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างไปมากมาย นอกจากนั้นการก่อสร้างใหม่ๆ อาจเป็นผลจากความเจริญที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาตามความเปลี่ยนแปลงของโลก

โรงแรมที่พักมีหลายระดับให้เลือก บริเวณที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวคือย่านทาเมล (Thamel) เนื่องจากเป็นย่านใจกลาเมือง และใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ หลายแห่งในกาฐมาณฑุ ครั้งนี้ได้พักที่โรงแรมเล็กๆ ชื่อ Hotel Bhishwonath




อากาศปลายเดือนธันวาคมเย็นสบาย ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าเมืองไทยกว่าสิบองศา ตอนเช้าใกล้ๆ โรงแรมมีร้านขายของที่ระลึก มีร้านชา ร้านขายงานฝีมือพื้นเมืองให้เลือกซื้อ ยามเช้า ริมถนนมีพ่อค้ายกเตาแกสเล็กๆ มาขายชาร้อนริมถนนเป็นระยะๆ บรรยากาศดูแปลกตาสำหรับคนไทยอย่างเรา แต่สำหรับฉัน...
ทาเมลมีเสน่ห์ในแบบของมัน

ร้านขายของที่ระลึกย่นทาเมล



ร้านขายของริมทางเดินยามเช้า

บรรยากาศง่ายๆ ที่ย่านทาเมล

สิ่งที่สัมผัสแรกได้คือ ผู้คนดูเป็นมิตร (กว่าที่เคยคิดและมโนไปเองเอาไว้) ผู้ชายมักมาทำงานออกหน้า (เดาเอาเองว่าผู้ชายเป็นใหญ่) เพราะไม่ค่อยเห็นผู้หญิงออกมาทำงานด้านหน้าร้าน หรือในโรงแรมที่พักมากนัก ในร้านอาหาร พนักงานชายเท่านั้นที่เป็นคนเสิรฟ ขับรถ ขายของฯลฯ

ถึงตรงนี้ ....จุดเริ่มต้นของประสบการ์ใหม่ของฉัน เริ่มต้นขึ้นแล้ว

Thursday, November 3, 2016

ญี่ปุ่น: ชิมาบาระ ที่ที่ต้องไปดูปลาคร์าพ...ในท่อระบายน้ำ

ฝนตกแต่เช้า ประเมินจากความรู้สึกคาดว่าอุณภูมิลดลงต่ำกว่าสิบห้าองศา อากาศเย็นเพราะลม และฝันเม็ดบางๆ ที่สาดลงมาไม่ขาดสาย ผู้คนบริเวณสถานีรถไฟ Hakata ยังคงขวักไขว่ ต่างรีบเร่งเดินทาง ไม่สนใจละอองฝน และอากาศค่อนข้างเย็นทั้งๆ ที่เพิ่งต้นเดือนพฤษภาคมแบบนี้

ไปไหนดี? มาญี่ปุ่นทั้งทีเจอฝน จะให้นั่งรถไฟใต้ดิน ไปห้าง ช้อปปิ้ง เดินเล่น ก็ไม่ใช่แนว เท่าไหร่

นั่งรถไฟเล่นดีกว่า ... ไปไหนซักที่ที่ไกลๆ



Japan Kyushu เที่ยวญี่ปุ่น ฉบับตะลุย คิวชู ปรับปรุงใหม่ ครบ 7 จังหวัด
D+PLUS Guide Team
www.mebmarket.com
ตะลุยเที่ยว 31 เมืองใน 7 จังหวัด Fukuoka, Kumamoto , Nagasaki ,Saga , Oita , Kagoshima , Miyazaki ครบทุกบรรยากาศทั่วเกาะคิวชู ทั้งซากุระ ออนเซน วัด ศาลเจ้า ภูเขาไฟ ย่านซามูไร อาหารอร่อย แหล่งช้อปปิ้ง ขนมของฝาก และอัพเดทใหม่ทั้งที่ -เที่ยว -กิน -ช้อป พร้อมจัดทริปให้ 5 วัน 4 คืน หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวแทนของเราที่จะเป็นไกด์พาคุณไปตะลุยคิวชู



Shimabara จึงเป็นจุดหมายในทริปญี่ปุ่นวันนี้ เมืองที่ต้องเดินทางจากฟูกูโอกะไปทางใต้เกือบสามชั่วโมง ฉันออกจาก Hakata ราวเก้าโมง นั่งรถไฟจากสถานีหลักของฟูกูโอกะแห่งนั้นไปทางใต้ (JR Limited Express Kamome) ไปลงที่สถานี Isahaya จากนั้นต่อรถไฟแบบไม่ด่วน ( Shimabara Railway for SHIMABARAGAIKO) อีกเกือบๆ ชั่วโมง ไปลงที่สถานที่ Shimabara 




สรุปแล้ว ผ่านไปเกือบสามชั่วโมง เท้าก็ก้าวลงที่สถานีรถไฟเล็กๆ ที่ยังคงสถาปัตยกรรมแบบเก่า ให้ความรู้สึกแตกต่างจากความวุ่นวายที่ Hakata มากมาย



ฝนหยุดตกแล้ว...สองเท้าโผล่จากสถานีมองตรงไปข้างหน้า ก็เห็นปราสาท Shimabara Castle ปราสาทสีขาวเล็กๆ ที่ใช้เวลาเดินทางสถานีไปราวห้านาทีเท่านั้นเอง





ด้วยความที่มันเล็ก นักท่องเที่ยวจึงไม่มาก ภาพรวมก็เลยไม่วุ่นวาย ข้างในปราสาทเป็นพิพิทธพันธ์ที่บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของเมือง การปกครอง การรบ และเก็บรวมรวมเครื่องใช้สิ่งของต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ เสียค่าเข้าแค่ 520 เยนเท่านั้น ก็นับว่าคุ้มอยู่ นอกจากนั้นชั้นบนสุดของปราสาท ยังเปิดโล่งทำให้สามารถมองเห็นภาพของเมืองไปไกลสุดหูสุดตา ได้ยืนนิ่งๆ มองภาพของเมือง แค่นั้นก็สุขสุดๆ แล้ว (ความสุขหาได้ง่าย ถ้าเราจะหามัน ใช่ไหม?)






หิวแล้ว! ออกจากปราสาทก็หิวสุดๆ เพราะออกจาก Hakata มาตั้งแต่เก้าโมงกว่าๆ เกือบสิบโมง กว่าจะเดินชมปราสาทเสร็จก็เที่ยง เพราะมาแบบไม่มีแผนที่ มีการวางแผนแบบหลวมๆ สุดๆ ก็เลยไม่รู้ว่าจะหาอะไรกินดี ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าเดินไปเรื่อยๆ แหละ (วะ) เมืองเล็กขนาดนี้ ต้องเจอร้านสักร้าน
จากปราสาท เดินผ่านถนนเล็กๆ มาทางใต้ เจอซอยที่มีอาการคล้ายๆ กับตลาดในร่ม แต่ผู้คนไม่มีเลย (วันอังคารแบบนี้ ใครจะมาเดินตลาดตอนกลางวันกันล่ะ) ท้ายซอยมีร้านราเม็งเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่ง เจ้าของร้านดูเป็นคุณลุงใจดี ก็เลยตัดสินใจเอาที่นี่แหละ

อยากจะบอกว่าราเม็งรสดีมาก (กกก) ไม่รู้ว่าหิวหรืออว่าฝีมือคุณลุงเข้าขึ้น Professional กันแน่ แต่ที่รู้ก็ซัดไปหมดชาม อิ่มจนจุก บอกตัวเองว่าคงกินอะไรไม่ลงไปอีกทั้งวันที่เหลือ


เดินกลับออกมาทางเดิม ผ่านร้านเล็กๆ ที่หน้าร้านเป็นเพียงประตูเล็กๆ มีรูปขนมอยู่หน้าร้าน ขนาดอิ่มยังเซไปดูรูป ชะโงกผ่านรั้วเข้าไป พบว่าเป็นบ้านไม้เล็กๆ น่ารักเชียว เจ้าของร้านออกมาทักทายและเชิญให้เข้าไปชมบ้าน ของเพียงแค่สั่งขนมเท่านั้น ก็สามารถไปนั่งเล่นได้ (เอิ่มลุงคะ หนูเพิ่งจะกินราเม็งชามเท่าบ้านหมดไปหนึ่งชามน่ะ)



บ้านญี่ปุ่นโบราณที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางบ้านสมัยใหม่หลังนั้นเงียบสงบ ร่มรื่น การได้นั่งนิ่งๆ มองสระน้ำที่มีปลาคร์าพสองสามตัว และเต่าตัวเขื่องต้อนรับ ทำให้ได้ความรู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก บางทีความสุขก็หาได้ง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่เราหยุด นิ่ง และไม่คิดถึงสิ่งอื่นใด นอกจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ธรรมชาติให้มาใกล้ตัว...เท่านั้น


แต่เมื่อเจ้าบ้านขอค่าชมบ้านเป็นเพียงค่าขนมหวาน เลยสั่งมาลองกินเล่น กะว่าจะชิมสักคำ แล้วก็พอ
ขนมมาเสิร์ฟ...ถ้วยแรกเป็นชาเขียวญี่ปุ่นกับขนมหวานที่ชื่ออะไรก็ไม่รู้ เดาเอาว่าคล้ายไดฟูกุใส้ถั่วแดง กินด้วยกันกับชาเขียวที่ออกรสขมแล้วกลมกล่อมดี อีกถ้วยเป็นเหมือนสาคูกับถั่วแดงเย็น กินกับน้ำเปล่า อร่อยไปอีกแบบเช่นกัน ละเลียดขนมไปมา เอิ่ม...เกือบหมด

นั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านอยู่นานไม่อยากกลับเลย เพราะมันร่มรื่นมาก เจ้าของบ้านเดินมาชวนให้ไปชมบนบ้าน ซึ่งด้านบนเจ้าของสะสมของที่ระลึกเป็นแมวสารพัดแบบ น่ารักมาก คนญี่ปุ่นนี่รักแมวกันจริงจังมาก ไม่ว่าจะไปไหน มีเรื่องราว เหตุการณ์ กิจกรรมที่เกี่ยวกับแมวตลอด

บ้านหลังนี้มาอ่านรีวิวทีหลัง ฝรั่งเรียกว่า House of sweets มีฝรั่งมารีวิวกันไม่กี่คน แต่ทุกคนก็ประทับใจกันมากมาย แต่นี่ ยังไม่ใช่ highlight ของการมา Shimabara ในวันฝนพรำแบบนี้



ถัดจากบ้านโบรานที่มีขนมอร่อยและน่านั่งเขียนนิยายมากมาย ก็เดินเล่นมาเรื่อยๆ แบบมีจุดหมาย จุดหมายต่อไปของคือ คาร์พ สตรีท (Carp Street:Koi No Mizube Michi) เป็นถนนสายที่มีปลาคาร์พว่ายในท่อระบายน้ำ ย้ำ ท่อระบายน้ำจริงๆ และปลาคร์าพจริงๆ ตัวโตกว่าท่อนแขน











เดินมาจากบ้านขนมหวานเพียงประมาณห้านาที ก็ถึง carp street เสียงสายน้ำไหลเบาๆ บนถนนร้างผู้คนเพราะเป็นวันทำงาน เดินผ่านพบเพียง (เดาเอาว่า) เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่โค้งให้ ก่อนจะเชิญชวนให้ไปที่บ้านหลังหนึ่ง




บ้านหลังนี้เป็นโบราณที่เมืองอนุรักษ์ไว้และเปิดให้เยี่ยมชม เจ้าของบ้านใจดี มีชาเขียวอุ่นๆ มาเสิร์ฟ มาทักทาย พูดคุย และปล่อยให้เรานั่งชิวได้ (อีกแล้ว) บนเสื่อตาตามิ สามารถหย่อนเท้าลงใกล้น้ำ และมองดูปลาว่ายไปมา ท่ามกลางสายลมอ่อนๆ และบรรยากาศเงียบสงบ




สายลมอ่อนโชยมา ใบไม้ ต้นไม้เขียวสดเพราะฝนตกมาหลายวัน โลกเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ...เป็นขณะที่รับรู้ได้ว่า การเข้าถึงสิ่งที่เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา มันให้ความรู้สึกอิ่มใจแบบนี้นี่เอง
ฉันเดินทางกลับมา Hakata ด้วยรถไฟ และใช้เวลานานกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาถึงหกชั่วโมงในการเดินทางไปกลับ ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนื่อยแต่อยางใด สิ่งที่ได้คือความเต็มอิ่ม และความรู้สึกอิจฉา ที่คนที่ Shimabara สามารถรักษาบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตัวตนของคนท้องถิ่น มีความเป็นธรรมชาติ และเรียบง่ายไว้ได้ ด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งนั่นเสียด้วย

เป็นอีกวันที่น่าจดจำ และคงจะอยู่ในความระลึกถึงไปอีกนาน...Shimabara